วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

ตั้งให้เร็ว ถ้าตกเพราะเห็น

เฝ้าดู เฝ้าดู
เห็นแล้ว เห็นแล้ว

ตกแล้ว ตกอีก แล้วก็ตกอีก
ตั้งไปกี่รอบแล้วหว่า
ตก 100 ครั้ง ตั้งใหม่ 100 หน
นึกในใจ ตกได้ตกไป

พระอาจารย์ไพบูลย์ ว่ามันเปลี่ยนอารมณ์

ตอนแรกนึกเถียง
ตกแล้วตั้งใหม่
แล้วทำไมมันตกอยู่นั่นล่ะ
เรื่องราวเดิมๆ สถานการณ์เดิมๆ มันมาถึง ก็ตกกันอยู่ร่ำไป
ตกแล้ว ตั้งใหม่ มาอีกแล้วก็ตกอีก ตั้งใหม่แล้วไงล่ะ

มีเพื่อนถามว่า งั้นเหมือนตั้งจนกว่าเราจะทำใจได้ใช่มั้ย
เคยบอกเพื่อนไปว่า คงงั้นมั้ง
น่าจะต้องตอบตัวเองว่าเวลาเจออีกที มันตกมั้ย
delay ของการตก มันน้อยลงมั้ย
ตั้งจน delay มันน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง มันไม่ตก มั้ง
แต่ถ้า เจอกี่ที กี่ที ก็ตก ตกแรงพอๆ กันแถมบางทีก็แรงขึ้นไปอีก
นี่ท่าทางจะต้องตั้งเป็นคำถามกับตนเองว่าตั้งใหม่จริงหรือ

แต่แอบเถียงต่อในใจ
เอ แล้วมันต่างกับ positive thinking ไงหว่า
ถ้าเห็นแล้ว เห็นเหตุชัดแล้ว ว่าตกเพราะอะไร
แล้วไม่แก้ไขที่เหตุ พร่ำแต่ตั้งใหม่ ๆ
positive thinking positive thinking
ผ่านไป ผ่านไป
ตั้งแล้วตกอีก ท่าจะเป็นพันเป็นหมื่นหนกระมัง

ปัญญาน้อย ปัญญาน้อย
ตั้งใหม่เป็นเพียงการหลุดออกจากอารมณ์ที่ตก
หันไปจับอารมณ์ใหม่ คือ กายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ปัญญา ยังไม่ทันเกิดเลย
ดันหันไปจับกับอารมณ์ใหม่ คือ สิ่งที่เห็น
เห็นฉันเซ็ง..ทำไมฉันเซ็งได้ขนาดนี้
เห็นฉันเศร้า..ทำไมฉันเศร้าได้ขนาดนี้
เห็นฉันทุกข์..ทำไมฉันทุกข์ได้ขนาดนี้
เห็นฉันวุ่นวาย..ทำไมฉันเป็นได้ขนาดนี้
ไม่ชอบ ไม่ชอบ ไม่ชอบ

เห็นแล้ว...เหตุของตกแล้วตกอีก
สติมาปัญญาเกิด ตรงนี้เอง

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

เห็นมั้ยว่าตกแล้ว...ไม่เห็น..จะตั้งใหม่...ได้อย่างไร

"แป๊ะ" เสียงมือตบกัน
..
ทันมั๊ย
..
มือทั้ง 2 กระทบกันพอดีเกิดเสียง
หูได้ยินเสียง
ตาเห็นการกระทบ
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับ ใจ ของเราอีก
...
อธิบายได้เป็นเรื่องเป็นราว
เข้าใจการเกิดได้ชัดเจน
...
แล้วในวิถีชีวิตจริงล่ะ
...
เคยถามใจตัวเองมั้ย
ทำไมเราต้องแสดงพฤติกรรมแบบนี้
เกิดอะไรขึ้นกับใจของเรากันแน่
เจตนาที่เราพร่ำบอกว่า ณ ขณะนั้นว่า ฉันทำเพราะอะไร
ทำไม
ในเวลาต่อมา เราพบว่ายังมีเจตนาอื่นที่ทำให้เราแสดงออกแบบนั้น
และในเวลาต่อมา เราก็พบเจตนาอื่นอีก
...
นั่นคืออดีตที่อยู่ใกล้กับปัจจุบันขณะ..ใช่มั้ย
นั่นคือการเฝ้าดูและเห็นสิ่งที่เกิดกับใจของเรา..ใช่มั้ย
แล้วลองตั้งใหม่ทุกครั้งที่เราเห็นสิ่งที่เกิด
แล้วเราจะเห็นว่าเราเพียงเป็นผู้ดูอดีตที่เข้าใกล้กับ ปัจจุบันขณะทุกที
...
อย่าเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
อย่าเชื่อสิ่งที่ได้เห็น
อย่าเพิ่งมั่นใจสิ่งที่ได้ยิน
อย่าเพิ่งมั่นใจสิ่งที่ได้เห็น
ไม่ต้องทุกข์ระทมกับสิ่งที่ได้ยิน
ไม่ต้องทุกข์ระทมกับสิ่งที่ได้เห็น

ขอให้ตั้งใหม่...ทุกครั้ง
จิตของเราฉลาดและซับซ้อนกว่าที่คิด

ไม่ว่าเจตนาจะเป็นอะไร ก็ตาม

ขอให้ชื่นชม..ตนเองที่เห็น
ขอให้ขอโทษ..ตนเองกับสิ่งที่ทำ ทั้งอัตตา และความไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง

ตั้งใหม่..เร็วและบ่อยเท่าไร
เราก็เข้าใกล้ปัจจุบันขณะมากเท่านั้น
แล้วเราก็พบว่า...ความสุขเกิดจากการได้มีโอกาสตั้งใหม่อีกครั้ง


(เขียนจากประสบการณ์ ตั้งแล้วตก ตั้งแล้วตก ใช้เวลา เกือบ 15 ชั่วโมงกว่าจะพบความสุขสักครั้งจากการตั้งใหม่....มันยากส์สสสสสสส..ขอบอก)

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

ปรากฏการณ์ชาวบ้านบางระจัน

คืนวันพุธเราคุยกันถึง ปรากฏการณ์ที่ชาวบ้าน หรือชุมชนป้องกันตนเอง ที่เราเปรียบปรากฏการณ์นี้เทียบเท่า การดูแลพื้นที่ของชาวบ้านบางระจัน มีการพูดคุยกันในมุมของการดูแลตัวเองเพราะภัยมาถึงตัว การตระหนักถึงภัยที่จะเกิดกับตัว จึงเกิดการป้องกัน หรือสู้เพื่อปกป้องตัวเอง มากกว่าการคิดถึงระดับชาติ แล้วอย่างไรเล่า จะเพราะเหตุผลอะไร แต่เราก็ได้รับอานิสงส์ หรือผลจากการรักหรือป้องกันตัวเองของชุมชนเล็กๆ เล่านี้ หากเราไม่ได้เรียนรู้กับเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์นี้เสียเลยคงน่าเสียดายแย่

การพูดคุยถึงเหตุการณ์นี้ คืนนั้นนึกถึงคำว่า จุลจักรวาล หรือ Holon ทีเดียว การเกิดปรากฏการณ์เล็กๆ จุดหนึ่งมีผลต่อระบบใหญ่แน่นอน หากคนในชุมชนหนีไปหาที่ๆปลอดภัย ปล่อยให้เกิดอะไรก็ได้กับพื้นที่ของตัวเอง นึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรกับประเทศชาติมากกว่านี้

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การตระหนักถึงภัยที่ถึงตัว เป็นแรงบันดาลใจ แรงจูงใจมากที่เดียว ที่จะทำให้คนรุกขึ้นมากล้า ละทิ้งความกลัวอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญไม่มัวรอ ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น...
อันนี้น่าสนใจ สำหรับวิถีการดำรงชีวิตในปัจจุบันที่เราจะพบคำพูดที่ได้ยินติดหู หรือติดปาก คือรอให้ผู้มีอำนาจ มีหน้าที่มาจัดการแก้ปัญหา หรือมีท่าทีเพิกเฉยต่อปัญหา เพราะคิดว่าไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไม่มีอำนาจ หรือไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบที่ต้องทำ

แล้วอะไรเล่าทีทำให้คนในชุมชนกล้าหาญได้เพียงนี้ อันนี้น่าสนใจ ในการทำงานในการปลุกแรงจูงใจ หรือสร้างแรงบันดาลใจ ทั้งในระดับปัจเจกและสมุหะ และน่าจะเป็นแก่นของการศึกษาเพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกันตั้งแต่ระดับการดูแลตนเอง จนถึงระดับองค์กรเลยทีเดียว

บังเอิญจริงๆ ได้ดูการพูดถึงปรากฎการณ์นี้พอดี
อจ.ชัยวัฒน์พูดถึงเรื่องนี้ว่า ชาติคือชุมชนแห่งจินตนาการ หรือชุมชนขนาดใหญ่( Mega Community) เปรียบเป็นร่างกายของเรา ซึ่งประกอบไปด้วย เซลล์ขนาดเล็ก นั่นคือชุมชนเล็กๆ มากมาย คนในชุมชนที่รุกขึ้นมาปกป้องเพื่อความปลอดภัย คือ ความรู้สึกของการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ การปกป้องของที่ตัวเองลงทุน หรือเป็นเจ้าของ จึงเกิดเป็นชุมชนเข้มแข็งขึ้นมา แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าหาก เซลล์เล็กๆ เหล่านี้เกิดไม่สามัคคีกัน ทั้งในตัวเซลล์เอง หรือระหว่างเซลล์ หรือบางชุมชนเข้มแข็ง บางชุมชนอ่อนแอ แล้วร่างกายเราจะทำงาน(function)ได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะฟื้นความเข้มแข็งให้เซลล์ และความเข้มแข็งของแต่ละเซลล์ ยังมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีสายใยคือความสัมพันธ์ของมนุษย์ยังคงมีอยู่ อันเป็นผลต่อความอยู่รอดทั้งหมดของชุมชนขนาดใหญ่คือร่างกายหรือชาติของเรา

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000043035

นกฝึกบิน

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

1 < 10 < 30

11 < 10 < 30 ความหมายของตัวเลขที่พูดถึงการเริ่มต้นของจำนวนผู้นำหากมีเพียง 1% ที่เริ่มต้นทำ เราจะมีคนตามมาอีก 10% และจะตามมาอีก 30% เป็นตัวเลขของการทำงานแบบเครือข่าย ที่ทำให้มีความหวัง ไม่ต้องนับถึง 100% โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงความเร็วที่จะเป็นไปได้ แล้วอะไรล่ะ ที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดผลเร็ว อย่างคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาว่า "เราจะทำอะไรกันทันหรือ กับสังคมที่แย่ลงทุกวัน" ยิ่งดู clip นี้ก็ยิ่งมีความหวัง และให้คิดว่า หากเครือข่ายทำงานอย่างมีความสุข และเต้นรำไปด้วยกัน ความเร็วอาจจะเร็วกว่าที่คาดคิดไว้ http://www.youtube.com/watch?v=Vq6b9bMBXpg

นกฝึกบิน

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

ถือบวชที่ใจ

ครั้งแรก กับการเดินเข้าร่วมวง ไดอะล็อค กับนักธุรกิจ
คน 10 คน ที่มานั่งล้อมวงกัน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจและมาจากหลายจังหวัด
อาจมีพี่สันติ ที่เป็นทนายความ มาจากสภาทนายความ
แต่ทุกคน มาในฐานะที่มีส่วนร่วมในสังคม
และมีเจตนา มาร่วมกันเพื่อสืบค้นว่าเราจะทำอะไรดีๆ ให้กับสังคม

ฉันเป็นคนที่ก้าวจาก พนักงาน ลูกจ้าง เพื่อมาเป็นนายของงานด้วยตนเอง
ฉันกำลังก้าวเดินบนทาง หรือเป็นต้นๆ ของทางเดินเส้นนี้
ความหวาดหวั่นในใจ ยังมีเสมอ ว่าฉันจะยืนอยู่บนโลกธุรกิจได้เหมาะสมอย่างไร
ฉันเคยมีคำถามด้วยความไม่มั่นคงในอารมณ์ว่า โลกธุรกิจ ช่างเป็นโลกแห่งการแก่งแย่ง แข็งขัน และเอาเปรียบ
ช่างแตกต่างจาก โลกของผู้คนทางจิตวิญญาน เหลือเกิน ฉันจะอยู่ได้หรือ

ระยะหลังที่ฉันเริ่มสัมผัสกับผู้คนในกลุ่ม YCL
ฉันสัมผัสถึงโลกภายในของเจ้าของที่สัมพันธ์ต่อโลก ผ่านกิจกรรม และการดำเนินธุรกิจของพวกเขา
ฉันเริ่ม สัมผัสได้ถึงอะไรคือการแบ่งส่วนโลกธุรกิจ โลกของคนเงินเดือน โลกของนักประชาสังคม
แว่นที่ฉันสวมใส่นั่นเอง แยกส่วน แยกโลก เกิดจากฉันนั่นเอง
กิจกรรมต่างๆ เป็นเพียงบริบท เป็นเพียงวาระ และหน้าที่ ที่เขาอาจจะถูกลิขิตมาส่วนหนึ่งหรือเปล่า
โลกภายในของเขาที่สัมพันธ์กับโลกต่างหาก ที่ฉันควรมองให้ถึงผู้คนเหล่านั้นที่แท้จริง

ครั้งนี้เริ่มต้นประเด็นการเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือคือ ไดอะล็อค
ด้วยคำถาม What is the Dialogue? และประโยชน์ของไดอะล็อค ในวงสนทนา

การสืบค้น What the initiative of Thai society?
การสนทนาที่มีวาระ เช่นนี้
และความคุ้นชิน ของผู้คนที่มีภาวะผู้นำแบบเจ้าของธุรกิจ ที่ต้องการความชัดเจน และมีความเก่งของปัจเจกเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้ว
การเริ่มต้นของการสนทนา ฉันลังเลที่จะเป็น Fa (Facillitator) ของกลุ่ม มีเสียงหนึ่งของฉันบอกว่า ฟังเสียง สัมผัสคลื่นของผู้คน เป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่า

และแล้วในวันแรก dialogue จึงเป็นเครื่องมือที่จะเลือกใช้ เมื่อสถานการณ์ของการสนทนาในกลุ่มดำเนินไปจนถึงสภาวะที่เรียกว่า discuss หรือถึงจุด debate กันเลยทีเดียว
พร้อมๆ กับ การแข็งตัวของกล้ามเนื้อไหล่ ลำคอ และการมึนหัวของฉัน และอาการนี้ไม่ได้เกิดกับฉันคนเดียว

ค่ำคืนนั้น ฉันนอนภาวนา หรือ Inner Yoga เพื่อปลดปล่อยพลังตึงเครียด ซึ่งเกิดจากการพยายามควบคุมหรือจัดการ และไม่ผ่อนคลายนั่นเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันรู้สึกกระตือรือร้น เพื่อสะท้อนการรับรู้และสัมผัสพลังความตึงเครียดอย่างรุนแรงได้ในตัวเอง พลังนั้นสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน เป็นพลังที่ไม่ได้สัมผัสมานานพอสมควร พลังตึงเครียดนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการสนทนาของฉันในกลุ่มแน่นอน การสนทนาของฉันก็เป็นลักษณะของการยืนยันความคิด ความเชื่อของตัวเอง และใช้พลังมากกว่าปกติเพราะเมื่อการสนทนาเป็นลักษณะ disscuss ฉันเองก็พลั้งเผลอ พยายามยืนยัน และแสดงฐานคิดของตัวเองเช่นกันไม่ต่างกันกับคนอื่น รวมถึงการพยายามที่จะจัดการตัวเองในการตอบโต้การ discuss กับผู้ร่วมสนทนา ณ ขณะนั้น เมื่อผู้ร่วมวงพูดโต้แย้งแบบไม่เห็นด้วยกับความคิดของฉันในเกือบทันทีทันใด การพูดคุยจึงไม่ผ่อนคลายและใช้พลังมาก ตลอดเส้นทางการสนทนาอันยาวนานของวันแรก ฉันโทรคุยกับอจ.วิศิษฐ์ ครูว่าได้บอกกล่าวความรู้สึกของตัวเองให้กลุ่มหรือไม่ บอกกล่าวว่าเรารู้สึกอย่างไร ที่เราแสดงเป็นเพียงความคิดเห็นของเรา ทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ และให้ฉันไปศึกษา มนุษย์ที่แท้ของจางจื้อ เรื่อง ถือบวชที่ใจ

วันที่สอง ของการพูดคุย เราพูดคุยกันอย่างเบาสบาย เราทุกคนในกลุ่มเห็นตรงกัน กับความเบาสบายของแต่ละคน

วันที่สาม ฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ของผู้คนในวง จากคนที่พูดคุยให้ได้คำตอบ การสรุป อย่างชัดเจน เริ่มก้าวข้ามบางอย่างจากความเคยชิน
ของคนเก่ง การพูดคุยเพื่อการสรุป กลายเป็นการพูดคุย เพื่อการพูดคุย เพื่อการแบ่งปันความคิดเห็น และฟังกัน ฉันรู้สึกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น
แล้วในวงไดอะล็อควงนี้ มหัศจรรย์อย่างไรหรือ

ฉันถาม ไม่มหัศจรรย์หรือ ที่คนเก่ง คนที่ต้องการข้อสรุป เพื่อตอบโจทย์ที่สวยงามให้ผู้คน กลับ กล้า ฉันใช้คำว่า กล้า กล้าที่จะยืนพูดเนื้อหาเดิมๆ
เกริ่นนำเรื่องราวเดิมๆ ที่พูดไปแล้ว และเชิญชวนให้เพื่อนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่ทำจริงเป็นตัวอย่างสำหรับผู้อื่น สำหรับฉันนี่คือสิ่งมหัศจรรย์
การก้าวเดินสู่พื้นที่ ที่ไม่น่าจะคุ้นชินสำหรับเขา .... ไดอะล็อค การเปิดใจ อย่างแท้จริง ประสบการณ์คือ ปัญญา ที่เราได้จากการพูดคุยกันและฟังกันอย่างแท้จริง เป็นการสรุปที่งดงามสำหรับฉัน...

กลับบ้านมา ฉันเพิ่งได้อ่านบทความ ถือบวชที่ใจ อย่างเบาสบาย เบาสบายตั้งแต่การอยู่ร่วมกับผู้คนที่ฉันเคยคิดว่ามีความแตกต่างจากฉัน

ฉันรู้สึกถึงการเติบโต ของจิตวิญญาน หรือการวิวัฒนาการของจิตที่ใหญ่ขึ้น ที่ปฏิบัติผ่านคำสอนของครู ถือบวชที่ใจ คือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง
และการเติบโตของตัวเอง มากกว่าการพยายามจะไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หลงรัก...กับการเรียนรู้เรื่องคนพิเศษ

คุณเคยหลงรักไหม
รู้สึกอย่างไร
สุขปนทุกข์ มั้ย เมื่อได้ยินการกล่าวถึงสิ่งที่คุณหลงรักอยู่
เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
...
ผู้คนที่หลากหลาย
การอยู่ร่วมกัน
การพูดคุย
การให้คุณค่า
เป็นปัจจัยที่เราเลือกหลงรัก..หรือเปล่า
...
ฉันหลงรัก...ผู้คนกลุ่มหนึ่ง
มันเหมือนแรงดึงดูดที่จะเข้าหา

และเบื่อหน่าย...ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง
เป็นแรงผลักไส..ให้อยู่ห่างๆ

แต่ชีวิตฉันที่ผ่านมา
ฉันเลือกไม่ได้ที่จะอยู่เฉพาะสิ่งที่ฉันหลงรัก

ฉันใคร่ครวญชีวิตที่ผ่านมา
การเลือกไม่ได้ หรือพยายามที่จะเลือก
ทำให้ เกิดอะไรขึ้นในชีวิตฉัน

ฉันผลักไส..คนพิเศษ
ฉันจึงเลือกชีวิตแบบ..คนธรรมดา

ในสังคมบางครั้ง
หากฉันเจอคนพิเศษที่ประกาศความพิเศษ..แล้วมากระทบโลกของฉัน
ฉันก็ลุกขึ้นมาเป็นคนพิเศษ..เพื่อพิเศษกว่าเขา
และบางทีฉันก็ลุกขึ้นมาเป็นคนพิเศษ..ให้
ให้...คนที่ฉันรัก
ให้กับสังคมที่มักนิยมคนพิเศษ

แล้วฉันก็ขัดแย้ง...ว่าไม่ใช่
ฉันไม่ใช่คนพิเศษ
ฉันไม่ต้องการพิเศษ
พิเศษ...อย่างนั้น..นั่นไม่ใช่ของจริง
ฉันไม่อยากอยู่ภายใต้ของไม่จริง

ชื่อเสียง
เกรียติยศ
ทรัพย์สิน เงินทอง

ฉันคุยกับครูใหญ่ ครูว่า ทำไมจึงมีท่าทีแบบนั้น
ฉันเป็นคนธรรมดาหรือ
หรือฉันเป็นคนพิเศษ ที่ไม่ประกาศตัว

ครูถามแล้วทำไม..จึงไม่ผลักไสครูในเมื่อครูเป็นคนพิเศษ

...

คนพิเศษ..ฉันมักต้องพิเศษกว่า
ฉันรู้สึกเหนื่อย

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การเรียนรู้ในวงสนทนา

การเรียนรู้ ในวง..จันทร์ 7/12/51

มีการพูดคุยในวง คืนวันจันทร์ เราพูดคุยกันเรื่อง สุนทรียสนทนา ฉันเล่าเรื่องการเรียนรู้และรู้สึกได้ถึงประโยชน์จากการฟัง คือเมื่อเราฟังคนอื่นอย่างลึกซึ้ง เราจะได้เห็นเขา หรือสิ่งที่เขาพูดอย่างลึกซึ้ง คือทั้งอารมณ์ ความรู้สึก และเจตนาถึงการพูด พี่สาวของกลุ่มเราบอกว่า งง ไม่เข้าใจว่า แล้วอย่างไง ก็เขาก็เป็นอย่างงั้นเองนั่นแหละ ไม่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์จาก dialogue อย่างไง ฉันคงไม่ตัดสินหรืออาจมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรกับพี่สาว ทำไมพี่สาวจึงเกิดความสงสัย หรือทำไมจึงพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่ฉันพูด ว่ามีประโยชน์อย่างไร หรือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร

แต่อยู่ๆ กลับได้เรียนรู้กับเหตุการณ์นี้ในฐานะการฝึกตนในการนำวง หรือ Fa ว่า การพูดคุยค่ำคืนนี้ขาดจังหวะ และการโยนตัวกวนดีๆ สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากสิ่งที่พี่สาวพูดคือ การพูดของฉัน ฉันรู้สึกฉันก็พูดว่าฉันมีเรื่องเล่าที่ประทับใจกับการฟังอย่างลึกซึ้ง นั่นคือคำตอบบางอย่างหรือปัญญาบางอย่างที่ผุดขึ้นมาว่าจะพูดเรื่องนี้ ณ ขณะนั้นแล้วฉันก็พูด แต่ฉันไม่ได้โยนคำถามที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ให้เป็นการตั้งคำถามปลายเปิดของวง เช่น คุณมีประสบการณ์หรือรู้สึกอย่างไรกับการฟังอย่างลึกซึ้ง หรือการใช้ dialogue ในการพูดคุย ซึ่งเป็นการดูแลผู้คนในวงด้วย ดังนั้นเรื่องเล่าของฉัน พี่สาวกลับนั่งฟังเพื่อจะแสดงความเห็นว่า จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรกับประสบการณ์ของฉัน แต่ในทางกลับกันหากฉันตั้งเป็นคำถาม หรือตัวกวน โยนลงกลางวงก่อน อาจทำให้พี่สาวของเรากลับมาฟังเสียงตัวเองก็ได้ว่าแล้วตัวเองมีประสบการณ์ หรือ ความคิดเห็นอย่างไรกับประสบการณ์ของตัวเองมากกว่า การตั้งคำถาม หรือตั้งข้อสงสัย กับประสบการณ์ของฉันหรือเปล่า และฉันตั้งเป็นข้อสังเกตุด้วย ว่า วงพูดคุย dialogue ที่ขาดการโยนตัวกวน หรือการตั้งคำถามดีๆ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การตั้งวงคุยแบบ dialogue ไม่เกิดผล หรือปัญญาร่วมเท่าใดนัก หรือจนไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะยังกลับมาใช้การพูดคุยโดยใช้พื้นฐานเดิมคือใช้ฐานคติของตนเองเป็นที่ตั้งเพื่อแสดงความคิดเห็นของตนเองมากกว่า การกลับมาเรียนรู้ ใคร่ครวญ ประสบการณ์ของตัวเอง

อันนี้ยกประโยชน์การเรียนรู้จากการพูดคุยรวมถึงการพูดคุยออนไลน์ที่มี อจ.วิศิษฐ์ ร่วมด้วย นั่นคือการเรียนรู้จังหวะ และสังเกตุเห็นได้ว่าในการพูดคุย อจ.วิศิษฐ์ มีการโยนตัวกวน เป็นระยะๆ แม้แต่การพูดคุยออนไลน์ ที่ไม่ได้มีเสียงระฆัง ที่ทำให้เกิดการกลับมาช้าลง แต่สังเกตุได้ว่า การโยนตัวกวนหรือการตั้งคำถามเป็นการทำให้วง ที่มีความคิดกระเซ็นกระซายไปบ้างกลับเข้ามา เป็นวงและมีพลังขึ้นมาได้อีก และนี่คือความสำคัญสำหรับการตั้งวง dialogue แรกๆ ที่ต้องมี Fa (Facilitator) หรือ Host เพื่อทำหน้าที่ในการดูแลจังหวะ และการเลื่อนไหลของการพูดคุย โดยมีการโยนตัวกวน หรือการตั้งคำถามดีๆ ในวง เพื่อให้ได้คำตอบดีๆ ของแต่ละคนทีเดียว อันเป็นบ่อเกิดปัญญาร่วมหรือมหาสมุทรแห่งปัญญา ที่ได้จากปัญญาของปัจเจกนั่นเอง

บังเอิญ อจ.วิศิษฐ์ ได้ตอบคำถามเรื่องนี้ในเว็บวงน้ำชาและฉันเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ คือเรื่องทำไมต้องเรียนรู้เรื่องการโยนตัวกวน หรือการตั้งคำถาม ตัวกวน ที่เราโยนเพื่อการเรียนรู้ อาจจะไม่มีอะไรดี ๆ เท่ากับคำถามง่าย ๆ คำถามปลายเปิด หรือแทัจริง คือการฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังทั้งตัวตนของเรา เพื่อปรารถนาจะรับฟังคนอีกคนหนึ่งอย่างแท้จริง หากปรารถนาจะโยนตัวกวน หรือโยนโจทย์ ให้คมคายเฉียบขาดกว่านี้ ก็ต้องหัดฟังอย่างลึกซึ้ง และเรียนรู้ที่จะมองโลกให้กว้างและลุ่มลึกกว่า ที่เราเป็นอยู่ ซึ่งหมายความว่า เราต้องทำงานกับโลกภายในของตัวเอง การเรียนรู้เงาของเรา แต่ละครั้งเราก็จะขยายโลกของเราให้กว้างใหญ่และลุ่มลึกขึ้นโดยลำดับ พูดอย่างนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ประเด็นนี้ได้เชื่อมโยงกับวอยซ์ไดอะล็อคแล้วนะครับ และทั้งหมดนี่คือการเรียนรู้ของค่ำคืนหนึ่ง ที่ อจ.วิศิษฐ์ ชอบถาม ..."คุณเห็นอะไร ในค่ำคืนนี้"