วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551

วิถีชีวิต วิถีกระบวนกร..HBD ครูใหญ่

บันทึกเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2551 ต่อจากคำขอบคุณเพื่อน
เป็นการเรียนรู้ภาคกระบวนกร...กับคำถามดีๆ ในชีวิต
ภาค MU Strategy คำแสด รีสอร์ท

อ่านให้เป็นของขวัญวันคล้ายวันเกิดครูใหญ่(วญ.) ที่ผ่านมาถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณทางหนึ่ง ที่สอนแล้วเอาไปใช้ในวิถีชีวิต


การนำพาผู้เข้าร่วม หาคำตอบ ..เป็นการดูแลวาระของผู้จัด
...อะไรทำให้เกิดการเรียนรู้
วัชระองค์ความรู้..เป็นที่มาของแผนที่ เป็นที่มาที่ไปของกระบวนการ
แล้วตั้งคำถามเชื่อมโยงโยนเข้าไป เพื่อหาคำตอบจากการพูดคุย....

การจัดพื้นที่ ให้โอบล้อมกอดผู้เข้าร่วมสำคัญยิ่ง
เริ่มต้นงานด้วยการนำพาสู่วัยเด็ก...มีพลังเสมอ
เรื่องเล่า...เร้าพลังถึงหัวใจของเรื่อง
อ่างปลา...กลายเป็นภาชนะใส่พลังอันศักดิ์สิทธิ์

...การไม่พยายามจัดการอะไร แต่ไม่ละเลย
พลังลบ ปั่นป่วน ให้เรารู้สึกแย่ที่สุดในกระบวนการเรียนรู้
กลับแปรเปลี่ยนกลายเป็นขอบภาชนะการเรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุดได้เช่นกัน
สำคัญ พลังภายในของผู้นำพาอย่า ร้อนรน
เย็นให้พอ ไม่ต้องพยายามแก้ปัญหา ไม่ต้องพยายามจัดการ
เพียงแต่วางใจจักรวาล เต้นระบำไปกับเพลงอันโลดแล่น
ภายใต้ความปั่นป่วน รวมพลังบวกให้อยู่เหนือพลังลบ
รอคอยจังหวะปรับเปลี่ยนพลังลบ ให้เป็นบวก
นี่คือศิลปะ...ในการ hold space...

-- บทเรียนนี้สอน การปรับคลื่นกับผู้จัด เป็นการปรับคลื่นเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ --
-- หากละเลย อาจเพิ่มคลื่นลบ สร้างความปั่นป่วนกับเรา --

กระบวนกร เป็นเพียงผู้นำพา
สอน อยากให้ กลายเป็นเรื่องไร้สาระ
การดูแลวาระ ของผู้จัดเป็นสิ่งสำคัญ
สร้างพื้นที่ของตัวเอง ของผู้ร่วม
นำพากระบวนการเรียนรู้
วางใจ เชื่อในกระบวนการ
นำพา ความผ่อนคลาย ยืดหยุ่น และสมดุล
ย่อมนำมาซึ่งคำตอบจากการเรียนรู้
ที่ได้มากกว่าคำตอบที่ได้จากการโต้เถียงผ่านความคิด

การเรียนรู้ ของกระบวนกร
การฝึก การไม่ตัดสิน
หากเราแปะป้ายผู้เข้าร่วม
การนำพาเรายังคง สภาวะปกติ..อยู่หรือ?

ฝึกยืดหยุ่น นำมาซึ่งจังหวะ..
..ความวางใจ..ทีม กระบวนการ
แสง สี เสียง มีส่วนช่วย แต่ไม่มากเท่าสภาวะภายในผู้นำพา
ให้และรับ อย่างพอดีมีค่ามากในการเรียนรู้
ให้มากไป อาจทำให้ผู้รับไม่ได้เรียนรู้อะไร
รับมากไป ไม่ได้ก่อเกิดญานทัศนะในการนำพา

ทุกอย่างปรับ ขยับ ให้สมดุล
ทำมาก ย่อมรับได้ซึ่ง ความสมดุลของวง

หัวใจของกระบวนกร อันหนึ่ง คือ
การเปิดใจ ในการรับฟัง เพื่อการเรียนรู้
คำวิจารณ์ของหมู่กระบวนกร หรือผู้เข้าร่วม
หากยังกระทบจิตใจ และหวั่นไหว
การนำพา ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น ว่าจะดี หรือไม่
ทั้งหมด เป็นเรื่องของ อัตตา ใช่หรือไม่
เป็นจุดที่ละเอียดอ่อนของงานกระบวนกร
กระบวนกร ต้องละวางอัตตา
เพื่อนำพาผู้คน ให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้
หรือนำพาผู้คน เพื่อละวางอัตตา ....มั๊ง

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551

ใคร่ครวญ..ชีวิต อยู่รอด อยู่ร่วม อยู่อย่างมีความหมาย

ปัจจุบันยังไม่มีใครเชื่อว่าการเรียนผ่านออนไลน์ จะดีเหมือน classroomแล้วจะเรียนผ่านออนไลน์ อย่างไร จึงจะได้เหมือนหรือใกล้เคียงกับการเรียนแบบ face to face
ปัจจุบัน ระบบการศึกษา ครูก็ยังไม่สามารถใช้เทคนิคหรือนำพาให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ได้ ผู้เรียนก็ได้แต่รับสิ่งที่ครูให้ แล้วเมื่อพยายามนำการเรียนการสอนผ่านออนไลน์เข้ามาใช้ จึงดูเหมือนเป็นการทำตามกระแสนิยมมากกว่า
หรือ..ครู ต้องฝึกให้ รู้จักการนำพาให้เกิดการเรียนรู้
นักเรียน ต้องพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ ที่แท้จริง
มูลนิธิจะนำพาสังคม สู่จิตวิวัฒน์ ผ่านเทคโนโลยีอย่างไร...แล้วถ่ายทอดกระบวนการนำพาการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี....(ในมหาวิทยาลัยยังทำไม่ได้ ยังแข็งๆ เหมือนระบบการศึกษาในห้องแบบนั้นและ)

ปัจจุบัน บริษัทองค์กรธุรกิจมากมาย ดำเนินการธุรกิจตามแบบโครงสร้างธุรกิจแบบเดิม ที่แข็ง ตายตัวทุกบริษัทต้องการเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเขา ลดความซับซ้อนจากการเพิ่มคน
ดูเหมือนเทคโนโลยีบริหารทรัพยากรเป็นตัวช่วย ที่บริษัทธุรกิจหวังพึ่งพา
ยังอ่านองค์กรไร้หัวไม่จบ อ่านไปได้หน่อยเดียว บทต้นๆ
แต่ตอนนี้ ลองใคร่ครวญ ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตและความคาดหวังในปัจจุบันดูเดิมที
อาจด้วยความต้องการที่จะอิสระทางความคิด และการปฏิบัติ จึงพยายามสร้างองค์กรไร้หัว(โดยที่ยังไม่รู้จักคำนี้มาก่อน) แต่คิดว่าคงทำงานอิสระ แล้วตั้งบริษัทของตนเองดีกว่า
นกจึงพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้ได้ก่อน ที่ผ่านมาเคยทำงานกับคนอื่นแล้วพบว่า หากพึ่งพาคนอื่นแล้วเมื่อเขาละทิ้งไปแล้วเราต้องรับผิดชอบ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องทำเป็นทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดตั้งแต่ต้นยันจบ อันนี้อาจเป็นการทำให้ใช้เวลามากไป

กลับจากเชียงรายคราวนี้ มีความคิดใหม่ขึ้นมาว่า จริงๆ การทำอาชีพหาเงินนี่เป็นเพียงพื้นที่เพื่อการอยู่รอด แต่ไม่แยกจากการพัฒนาศักยภาพข้างในเลย พื้นที่อาชีพนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในการอยู่ร่วมเรียนรู้กับลูกหลานในชุมชนได้ดี ให้เขาได้เรียนรู้ทั้งอาชีพและพัฒนาด้านใน(พ่อแนะนำให้รู้จักโอ และน่าจะรู้จักมดอีกด้วย) ในตัวนกมีความรู้มากมายที่จะถ่ายทอด นำพาลูกหลานในชุมชนให้เรียนรู้เติบโตไปด้วยกันได้ ก็ทำให้รู้สึกว่าน่าจะเป็นไปได้ ในการสร้างชุมชนเล็กๆ กลุ่มไซเบอร์ ที่มีพื้นที่คล้ายๆ ห้องนั่งเล่นที่มีเด็กของชุมชนมาเรียนรู้ จากการทำงานและการใช้ชีวิต หรืออีกกลุ่มที่ไปทำงาน workshop ไปพัฒนาด้านในพร้อมๆ กับการทำงาน มูลนิธิอาจจะสร้างพื้นที่ใหม่ คือกลุ่มทำงานไซเบอร์ มีนก โอ หรือมดด้วย สร้างจิตวิวัฒน์สู่สังคมอีกทางหนึ่ง...ภาพจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?? อันนี้เริ่มต้นเป็นการคิดที่จะทำงาน เพื่อที่จะไม่ทำงาน มั้ง
ลดเวลาในการเรียนรู้ทั้งหมดของตัวเอง แต่เรียนรู้ร่วมกับลูกหลานในชุมชนเป็นความคิดที่เกิดจากความรู้สึกว่าเป็นคนในชุมชนด้วย

ลองโยนๆ ความคิดความรู้สึกที่เข้ามาช่วงนี้ นก