วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ควันของความคิด กับ ต้นธารปัญญาแห่งต้นน้ำเจ้าพระยา

โครงการ ต้นธารปัญญาแห่งต้นน้ำเจ้าพระยา

ขงจื้อ กล่าวว่า
เราเกิดปัญญาได้สามวิธี
วิธีแรกคือใคร่ครวญ ซึ่งเป็นวิธีที่มีภูมิธรรมสูงที่สุด
วิธีที่สองคือรู้จากประสบการณ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ขมขื่นที่สุด
วิธีที่สามคือเลียนแบบ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด


อาจเป็นเพราะความเชื่อทีว่าปัญญาเกิดจากการฟัง ดังนั้นการลงมือเสาะหาความลับแห่งปัญญาและการดำเนินชีวิตที่เติมเต็มและมีจุดหมาย จึงเป็นการเริ่มด้วยการฟังเรื่องราวของผู้อื่น โครงการต้นธารปัญญาแห่งต้นน้ำเจ้าพระยา คือปัญญาที่เกิดจากวิธีที่สาม เป็นปัญญาที่ต้องมีต้นแบบ เราชุมชนนครสวรรค์จึงต้องร่วมมือร่วมใจกันสร้างพื้นที่ ที่มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ในการเสาะหาต้นธารปัญญาอันจะเป็นมรดกของชุมชน ที่จะส่งต่อดุจดั่งสายธารที่รินไหลสู่ห้วงมหาสมุทรแห่งปัญญา

วัตถุประสงค์
1. เสาะหา สืบค้น ปัญญาในตัวผู้คนของท้องถิ่นเป็นหลัก
2. หาต้นแบบ เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ผ่านฐานวัฒนธรรมของชุมชน
3. บันทึก เผยแพร่ เพื่อส่งเสริมการบ่มเพาะความรู้ชองชุมชน
4. ส่งเสริมการเท่าทัน การใช้ชีวิตในยุคบริโภคนิยม
5.สร้างเครือข่ายผู้ที่สนใจการเรียนรู้เพื่อจิตสำนึกใหม่

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มคนที่ ๑ สายธาร กลุ่มคนที่มีถิ่นกำเนิดที่นครสวรรค์หรือปัจจุบันมีถิ่นที่อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์อายุ 25 ปีขึ้นไป มีประวัติในการทำงานให้แก่สังคม หรือมีความสนใจในการทำงานแบบจิตอาสา หรือมีความสนใจเรื่องจิตสำนึกใหม่ หรือ จิตวิวัฒน์
กลุ่มคนที่ ๒ ต้นธาร ให้เป็นผู้สูงวัย อายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีถิ่นกำเนิดที่นครสวรรค์ หรือปัจจุบันมีถิ่นที่อยู่อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์
กลุ่มคนที่ ๓ มหาสมุทร คนในชุมชน ทุกวัย ในชุมชน

กิจกรรมกระบวนการ

ระยะที่ ๑

ขั้นตอนที่ ๑ เลือกสายธาร รวบรวมทุก 1 สัปดาห์

เลือกหาสายธาร

เริ่มต้นเสนอ กลุ่ม YE , กลุ่ม YCL, กลุ่มนครสวรรค์ฟอรั่ม , ครูณา, พี่เบ็ธ , พี่เปี๊ยก, ศรชัย, พี่เดช ฯลฯ......

ขั้นตอนที่ ๒ เสาะหาต้นธาร รวบรวมทุก 1 สัปดาห์

๑. ให้กลุ่มคนที่ ๑ คือสายธาร ระบุชื่อผู้สูงวัยมาหนึ่งคน ซึงเป็นคนที่เราเชื่อว่าท่านได้ค้นพบจุดหมายและความสุข จากนั้นให้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับท่านๆนั้นมา
dialogue กลุ่มสายธาร คุยกันทำไมถึงเสนอชื่อ ต้นธาร ท่านนี้ เกิดแรงบันดาลใจอะไรในตัวเอง

๒. เสาะหาต้นธาร นัดมา 10-15 คน รวม สายธารด้วย(สายธารเชิญต้นธาร) ทำวงสนทนา 20-30 คน

เราจะนั่งสัมภาษณ์ส่วนตัว/นั่งคุยกันอย่างน้อย 3 ชั่วโมง กับคำถามเหล่านี้
1. อะไรนำมาซึ่งความสุข
2. อะไรทำให้ชีวิตมีความหมาย
3. อะไรเป็นเรื่องเสียเวลา
4. หากย้อนเวลากลับไปได้ จะทำอะไรให้แตกต่างจากเดิม
5. อะไรคือจุดหักเหสำคัญที่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขา
6. พวกเขารู้สึกอย่างไรกับการใช้ชีวิตนี้กับมรดกที่จะส่งต่อ
.......
......

ขั้นตอนที่ ๓ ไหลสู่มหาสมุทร
บันทึก
เผยแพร่


ระยะที่ 2 ลูกคลื่น
เลือก ต้นธาร มานั่งคุย มองอย่างลึกซึ้ง สัก 1 -2 คน เดือนละ 1 ครั้ง
เชิญ ต้นธารของประเทศ มาร่วม สัก 1 คน 2 เดือน/ 1 ครั้ง เช่น นพ.ประเวศ,อ.ระพี สาคริก ฯลฯ
เปิดพื้นที่ เชื้อเชิญ คนในชุมชนให้มาฟังอย่างลึกซึ้ง เดือนละ 1 ครั้ง




เป็นโครงการที่มีแรงบันดาลใจ จากการเห็น ต้นธาร อย่าง เฮียเปรียว พี่วาส ฯลฯ
สายธารต้นๆ พี่หมอ พี่ประพนธ์ ฯลฯ
สายธารกลางๆ อย่าง พี่ใช้ พี่คมกฤช ประกิจ ศรชัย ฯลฯ
สายธารปลายๆ ดาวรุ่งพุ่งแรง อย่าง เติ้ง กลอฟ์ ตูน ฯลฯ
มาสนใจ ต่อสู้กับเรื่องคาร์ฟู


อะไรหนอ ที่จะทำให้ปัญหาของคนกลุ่มหนึ่ง(เพราะมองว่ามันเป็นปัญหา) จะทำให้ชุมชนตระหนักรู้ ว่าเป็นปัญหาของชุมชน
เรายังมีปัญหาสำหรับสังคมสมัยใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันวิ่งตามมันทัน หรือไม่ก็เหนื่อยมากในการวิ่งแก้ปัญหา คาร์ฟู โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อะไรต่อมาอีกล่ะ


หรือ เราต้องทำให้คนในชุมชนของเรามีปัญญามากพอ ที่จะตระหนักรู้
และปัญญา ที่ง่ายที่สุด คือวิธีที่สาม


เราอาจต้องถอดหาต้นธาร ของเฮียเปรียว พี่วาส ว่าประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา มีต้นแบบเป็นใคร ทำไม อะไร อย่างไร ที่ทำให้วันนี้ พี่ๆ จึงตระหนักถึงการทำงานเพื่อสังคม เพื่อชุมชน


เพื่อถ่ายทอด ให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ และลูกคลื่นเล็กๆ ทั้งหลายในชุมชน ได้หันกลับมามองอย่างลึกซึ้งว่าเขาก็คือคนสำคัญ เขาเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสิ่งดีๆ และทำลายชุมชน ด้วยความคิดเห็นของเขาแม้เพียงเขาเลือกที่จะอยู่เฉยๆ


ด้วยความหวังเมื่ิอลูกคลื่นเล็กๆ ที่สะอาดพอ มารวมๆ กัน ก็พอจะทำให้สายธารของเราไม่เน่าเสีย พอจะอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องหวังว่ามันจะใสสะอาดสะทีเดียว

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ถอดบทเรียนคาร์ฟูร์ ตอน ทางเลือก ด้วยความขอบคุณและด้วยความเป็นดั่งพี่น้องกัน

มันไม่ง่ายเลย ที่จะทำได้อย่างแนวทางที่เรายึดถือไว้
หากมีสถานการณ์ เกิดขึ้นแล้วเราเลือกทำอย่างไร นั่นคือประสบการณ์ที่บอกว่าได้ทำตามแนวทางที่ยึดถือไว้หรือเปล่า
เลือกที่จะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรหากไม่เห็นด้วย
หรือไม่รู้จะทำอะไร

สถานการณ์คาร์ฟูร์ เป็นอีกหนึ่งที่พิสูจน์

ตอนแรกรู้สึกแปลกๆ ที่อยู่ร่วมกับกลุ่มที่มีการแสดงออกเช่นเขียนป้าย ต่อการไม่เห็นด้วย ตอนแรกคิดว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอ และรู้สึกว่าไม่ชอบอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งเป็นส่วนตัวเลยมีความรู้สึกไม่ออกความคิดเห็นมากมายอะไร

เมื่อคืนวันพุธก่อน ที่ยกเลิกการเขียนป้าย คัดค้าน คาร์ฟูร์
เปลี่ยนแนวเป็นการเขียนป้ายบอกให้รู้ว่า เราขอให้ใช้พื้นที่สาธารณะกุศลให้มีประโยชน์มากกว่า แหล่งช้อปปิ้ง
ก็เออ รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
และเชียร์ ไปอีกหากใช้พื้นที่สร้างโรงพยาบาล
และไม่แสดงความคิดเห็นอื่นที่กลุ่มจะดำเนินการ
แต่ก็รู้สึกว่าอยู่บนการทำการที่แสดงความขัดแย้ง
และต่อว่าฝ่ายตรงข้ามที่คิดต่าง

แต่นกมีตัวอย่างที่พบว่า มีทางอื่นอีก

ไถ่ ติช นัท ฮันห์ เขียนไว้ว่า

ประสบการณ์สงครามหลายครั้งในเวียดนาม ให้ฉันเชื่ออย่างหนักแน่นว่า การก่อการร้ายนั้นไม่สามารถระงับได้โดยการใช้กำลัง
และการฟังอย่างลึกซึ้งนั้นทรงพลังมากกว่าลูกระเบิดทั้งหลาย การก่อการร้ายเกิดขึ้นจากความคิดเห็นที่ผิด ผู้ก่อการร้ายมีความคิดเห็นที่ผิดเกี่ยวกับตัวของพวกเขาเอง และพวกเขาก็มีความคิดเห็นที่ผิดต่อพวกเราด้วย นี่คือเหตุผลที่พวกเขาต้องการทำลายและลงโทษพวกเรา ถ้าเรารู้วิธีที่เขาคิด วิธีที่เขารับรู้สิ่งต่างๆ เราจะสามารถช่วยเขาถอดถอนความคิดเห็นที่ผิดเหล่านี้ได้ งานของการถอดถอนความคิดเห็นที่ผิดนี้ คือรากฐานแห่งการแปรเปลี่ยนความรุนแรง และการก่อการร้าย อีกทั้งยังเป็นการหล่อเลี้ยงสันติภาพให้งอกงาม
.....
น่าเสียดายว่า นักการเมืองเราไม่คุ้นเคยกับการฝึกปฏิบัติแบบนี้ และแนวคิดร่วมของสังคมที่คิดว่าอำนาจที่เรามี คืออำนาจทางการเงินและทางการทหารเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเรายังมีอำนาจประเภทอื่นๆอีกด้วย สหรัฐอเมริกาเองก็มีอำนาจแห่งความเข้าใจและอำนาจแห่งความกรุณา หากเขารู้จักเลือกที่จะใช้อำนาจเหล่านี้ ในสหรัฐอเมริกามีผู้คนจำนวนมากมายที่มีปัญญา มีความเข้าใจ และความกรุณา หากเพียงพวกเขาเพียงพร้อมใจกันออกมาแสดงความห่วงใยและเสนอทางออก เราย่อมผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปได้
......
ไถ่ ใช้วิธีเขียนจดหมายรักถึงประธานาธิบดี จอร์จ ดับบลิว บุช ผู้ทรงเกียรติ
และขอบคุณที่อ่านจดหมายนี้
ด้วยความขอบคุณและด้วยความเป็นดั่งพี่น้องกัน
p 202-201

ท่านว่าเขียนยากกว่าจดหมายประท้วง
จาก The Art of Power p.194-201

ขออนุญาติอีกครั้งที่ส่งให้เฉพาะผู้คนที่ฝึก dialogue เป็นวิถี เพราะยังคงเป็นการเขียน ย้ำการเขียนนี่ตีความได้หลากหลาย
และเรื่องคาร์ฟูร์นี้เป็นเรื่องเร่งด่วน และมีการใช้พลังขับเคลื่อนในกลุ่ม YCL
อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่ง

ที่สำคัญได้แต่พูด ยังไม่ได้ทำ และไม่เคยทำ

นกเริ่มเชื่อแล้ว เมืองไทยสบายเกินไป เรื่องความเมตตากรุณา สุดยอดยุคนี้จึงเป็น ชาวเวียดนาม หรือชาวฑิเบต ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์ความรุนแรงในชีวิต

นกอยากให้อ่านจดหมายที่ไถ่เขียนจัง
เผื่อมีคนอยากเขียนจดหมายรักถึง กรรมการมูลนิธิ หรือ สท.
ใครเห็นว่าเป็นไง

นกฝึกบิน

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ถอดบทเรียนคาร์ฟูร์ ตอน เราสู้

หากสู้เพราะใช้พื้นที่มูลนิธิ ก็ขอให้กำลังใจสู้ๆ กันต่อไป
หากสำเร็จเพราะใช้พื้นที่ผิดประเภท ..ก็คงไม่ได้สร้าง..
แต่

ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นเฉพาะคน ให้พี่หมอกับป้อมก่อน เพราะไม่ถึงกับไม่เห็นด้วยแต่ก็คิดว่าเป็นทางหนึ่งของปรากฏการณ์หนึ่งที่ต้องการออกเสียงการไม่เห็นด้วยแต่นก มองเชิงการถอดบทเรียนอีกทางกับเหตุการณ์นี้...

คือไม่รู้ว่าจะได้สร้าง หรือไม่..ยังไม่รู้ แต่แน่ๆ Big C กับ Maccro ก็มีแล้ว

ถ้าคาร์ฟูร์ ยังได้สร้างล่ะ แล้วไง ต่อ
ถ้ากลัววัฒนธรรมค้าขาย ในเมืองหายไป
ก็ลงสนามแข่งหน่อยดิ นอกจากส่งเสียงไม่เห็นด้วย...แล้วอย่าเงียบหายไป

ขอเสนอ ป้ายใหม่

"คนปากน้ำโพ..ใช้ตลาดปากน้ำโพ"

เรียกร้องให้ตลาดเทศบาล ตลาดบ่อนไก่ พัฒนาได้มั้ย พัฒนาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดได้ หรือเปล่า

เบื้องต้น
นกสนใจแนวคิด และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ของตลาดยิ่งเจริญนะ
เมื่อหนีไม่พ้นการแข่งขันก็
ใช้จุดเด่นของวิถี วัฒนธรรมของคนไทย ปฏิสัมพันธ์ ของพ่อค้าแม่ค้า การเดินตลาดสดของคนไทย สร้างสู้ห้างสรรพสินค้า ตปท.
อย่ามัวแต่มองว่าเขาได้เปรียบอะไรเรา แล้วลืมเรียกร้องการพัฒนาตัวเอง ของพวกเรากันเอง ก็อาจจะเป็นการตีอกชกหัวตัวเองต่อไป เวลามีคู่แข่งมาเหยียบถิ่นเราอีก

http://www.talad-yingcharoen.com/about.php?a_main_id=2&a_sub_id=

ฝันไปมั้ยเนี้ยะ
แต่เขาใช้เวลาเหมือนกันนะ

นกพยายามหาที่เขาให้สัมภาษณ์แนวคิด ยังหาไม่เจอ
อันนี้เบื้องต้นมีแนวคิดแบบนี้

ขออนุญาต
บ่น...บ้างเพราะถามตัวเองเหมือนกัน ว่าเราเงียบ ...เพราะไม่เห็นด้วย..หรือเพราะอะไร..
ก็ไม่ถึงกับไม่เห็นด้วย แต่รู้สึกไม่ใช่ หรืออาจจะไม่พอ

แต่ที่แน่ๆ จะกลับไปเดินตลาดสด บ้างแล้วอ่ะ

นกฝึกบิน

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

ตั้งให้เร็ว ถ้าตกเพราะเห็น

เฝ้าดู เฝ้าดู
เห็นแล้ว เห็นแล้ว

ตกแล้ว ตกอีก แล้วก็ตกอีก
ตั้งไปกี่รอบแล้วหว่า
ตก 100 ครั้ง ตั้งใหม่ 100 หน
นึกในใจ ตกได้ตกไป

พระอาจารย์ไพบูลย์ ว่ามันเปลี่ยนอารมณ์

ตอนแรกนึกเถียง
ตกแล้วตั้งใหม่
แล้วทำไมมันตกอยู่นั่นล่ะ
เรื่องราวเดิมๆ สถานการณ์เดิมๆ มันมาถึง ก็ตกกันอยู่ร่ำไป
ตกแล้ว ตั้งใหม่ มาอีกแล้วก็ตกอีก ตั้งใหม่แล้วไงล่ะ

มีเพื่อนถามว่า งั้นเหมือนตั้งจนกว่าเราจะทำใจได้ใช่มั้ย
เคยบอกเพื่อนไปว่า คงงั้นมั้ง
น่าจะต้องตอบตัวเองว่าเวลาเจออีกที มันตกมั้ย
delay ของการตก มันน้อยลงมั้ย
ตั้งจน delay มันน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง มันไม่ตก มั้ง
แต่ถ้า เจอกี่ที กี่ที ก็ตก ตกแรงพอๆ กันแถมบางทีก็แรงขึ้นไปอีก
นี่ท่าทางจะต้องตั้งเป็นคำถามกับตนเองว่าตั้งใหม่จริงหรือ

แต่แอบเถียงต่อในใจ
เอ แล้วมันต่างกับ positive thinking ไงหว่า
ถ้าเห็นแล้ว เห็นเหตุชัดแล้ว ว่าตกเพราะอะไร
แล้วไม่แก้ไขที่เหตุ พร่ำแต่ตั้งใหม่ ๆ
positive thinking positive thinking
ผ่านไป ผ่านไป
ตั้งแล้วตกอีก ท่าจะเป็นพันเป็นหมื่นหนกระมัง

ปัญญาน้อย ปัญญาน้อย
ตั้งใหม่เป็นเพียงการหลุดออกจากอารมณ์ที่ตก
หันไปจับอารมณ์ใหม่ คือ กายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ปัญญา ยังไม่ทันเกิดเลย
ดันหันไปจับกับอารมณ์ใหม่ คือ สิ่งที่เห็น
เห็นฉันเซ็ง..ทำไมฉันเซ็งได้ขนาดนี้
เห็นฉันเศร้า..ทำไมฉันเศร้าได้ขนาดนี้
เห็นฉันทุกข์..ทำไมฉันทุกข์ได้ขนาดนี้
เห็นฉันวุ่นวาย..ทำไมฉันเป็นได้ขนาดนี้
ไม่ชอบ ไม่ชอบ ไม่ชอบ

เห็นแล้ว...เหตุของตกแล้วตกอีก
สติมาปัญญาเกิด ตรงนี้เอง

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

เห็นมั้ยว่าตกแล้ว...ไม่เห็น..จะตั้งใหม่...ได้อย่างไร

"แป๊ะ" เสียงมือตบกัน
..
ทันมั๊ย
..
มือทั้ง 2 กระทบกันพอดีเกิดเสียง
หูได้ยินเสียง
ตาเห็นการกระทบ
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับ ใจ ของเราอีก
...
อธิบายได้เป็นเรื่องเป็นราว
เข้าใจการเกิดได้ชัดเจน
...
แล้วในวิถีชีวิตจริงล่ะ
...
เคยถามใจตัวเองมั้ย
ทำไมเราต้องแสดงพฤติกรรมแบบนี้
เกิดอะไรขึ้นกับใจของเรากันแน่
เจตนาที่เราพร่ำบอกว่า ณ ขณะนั้นว่า ฉันทำเพราะอะไร
ทำไม
ในเวลาต่อมา เราพบว่ายังมีเจตนาอื่นที่ทำให้เราแสดงออกแบบนั้น
และในเวลาต่อมา เราก็พบเจตนาอื่นอีก
...
นั่นคืออดีตที่อยู่ใกล้กับปัจจุบันขณะ..ใช่มั้ย
นั่นคือการเฝ้าดูและเห็นสิ่งที่เกิดกับใจของเรา..ใช่มั้ย
แล้วลองตั้งใหม่ทุกครั้งที่เราเห็นสิ่งที่เกิด
แล้วเราจะเห็นว่าเราเพียงเป็นผู้ดูอดีตที่เข้าใกล้กับ ปัจจุบันขณะทุกที
...
อย่าเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
อย่าเชื่อสิ่งที่ได้เห็น
อย่าเพิ่งมั่นใจสิ่งที่ได้ยิน
อย่าเพิ่งมั่นใจสิ่งที่ได้เห็น
ไม่ต้องทุกข์ระทมกับสิ่งที่ได้ยิน
ไม่ต้องทุกข์ระทมกับสิ่งที่ได้เห็น

ขอให้ตั้งใหม่...ทุกครั้ง
จิตของเราฉลาดและซับซ้อนกว่าที่คิด

ไม่ว่าเจตนาจะเป็นอะไร ก็ตาม

ขอให้ชื่นชม..ตนเองที่เห็น
ขอให้ขอโทษ..ตนเองกับสิ่งที่ทำ ทั้งอัตตา และความไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง

ตั้งใหม่..เร็วและบ่อยเท่าไร
เราก็เข้าใกล้ปัจจุบันขณะมากเท่านั้น
แล้วเราก็พบว่า...ความสุขเกิดจากการได้มีโอกาสตั้งใหม่อีกครั้ง


(เขียนจากประสบการณ์ ตั้งแล้วตก ตั้งแล้วตก ใช้เวลา เกือบ 15 ชั่วโมงกว่าจะพบความสุขสักครั้งจากการตั้งใหม่....มันยากส์สสสสสสส..ขอบอก)

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

ปรากฏการณ์ชาวบ้านบางระจัน

คืนวันพุธเราคุยกันถึง ปรากฏการณ์ที่ชาวบ้าน หรือชุมชนป้องกันตนเอง ที่เราเปรียบปรากฏการณ์นี้เทียบเท่า การดูแลพื้นที่ของชาวบ้านบางระจัน มีการพูดคุยกันในมุมของการดูแลตัวเองเพราะภัยมาถึงตัว การตระหนักถึงภัยที่จะเกิดกับตัว จึงเกิดการป้องกัน หรือสู้เพื่อปกป้องตัวเอง มากกว่าการคิดถึงระดับชาติ แล้วอย่างไรเล่า จะเพราะเหตุผลอะไร แต่เราก็ได้รับอานิสงส์ หรือผลจากการรักหรือป้องกันตัวเองของชุมชนเล็กๆ เล่านี้ หากเราไม่ได้เรียนรู้กับเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์นี้เสียเลยคงน่าเสียดายแย่

การพูดคุยถึงเหตุการณ์นี้ คืนนั้นนึกถึงคำว่า จุลจักรวาล หรือ Holon ทีเดียว การเกิดปรากฏการณ์เล็กๆ จุดหนึ่งมีผลต่อระบบใหญ่แน่นอน หากคนในชุมชนหนีไปหาที่ๆปลอดภัย ปล่อยให้เกิดอะไรก็ได้กับพื้นที่ของตัวเอง นึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรกับประเทศชาติมากกว่านี้

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การตระหนักถึงภัยที่ถึงตัว เป็นแรงบันดาลใจ แรงจูงใจมากที่เดียว ที่จะทำให้คนรุกขึ้นมากล้า ละทิ้งความกลัวอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญไม่มัวรอ ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น...
อันนี้น่าสนใจ สำหรับวิถีการดำรงชีวิตในปัจจุบันที่เราจะพบคำพูดที่ได้ยินติดหู หรือติดปาก คือรอให้ผู้มีอำนาจ มีหน้าที่มาจัดการแก้ปัญหา หรือมีท่าทีเพิกเฉยต่อปัญหา เพราะคิดว่าไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไม่มีอำนาจ หรือไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบที่ต้องทำ

แล้วอะไรเล่าทีทำให้คนในชุมชนกล้าหาญได้เพียงนี้ อันนี้น่าสนใจ ในการทำงานในการปลุกแรงจูงใจ หรือสร้างแรงบันดาลใจ ทั้งในระดับปัจเจกและสมุหะ และน่าจะเป็นแก่นของการศึกษาเพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกันตั้งแต่ระดับการดูแลตนเอง จนถึงระดับองค์กรเลยทีเดียว

บังเอิญจริงๆ ได้ดูการพูดถึงปรากฎการณ์นี้พอดี
อจ.ชัยวัฒน์พูดถึงเรื่องนี้ว่า ชาติคือชุมชนแห่งจินตนาการ หรือชุมชนขนาดใหญ่( Mega Community) เปรียบเป็นร่างกายของเรา ซึ่งประกอบไปด้วย เซลล์ขนาดเล็ก นั่นคือชุมชนเล็กๆ มากมาย คนในชุมชนที่รุกขึ้นมาปกป้องเพื่อความปลอดภัย คือ ความรู้สึกของการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ การปกป้องของที่ตัวเองลงทุน หรือเป็นเจ้าของ จึงเกิดเป็นชุมชนเข้มแข็งขึ้นมา แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าหาก เซลล์เล็กๆ เหล่านี้เกิดไม่สามัคคีกัน ทั้งในตัวเซลล์เอง หรือระหว่างเซลล์ หรือบางชุมชนเข้มแข็ง บางชุมชนอ่อนแอ แล้วร่างกายเราจะทำงาน(function)ได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะฟื้นความเข้มแข็งให้เซลล์ และความเข้มแข็งของแต่ละเซลล์ ยังมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีสายใยคือความสัมพันธ์ของมนุษย์ยังคงมีอยู่ อันเป็นผลต่อความอยู่รอดทั้งหมดของชุมชนขนาดใหญ่คือร่างกายหรือชาติของเรา

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000043035

นกฝึกบิน

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

1 < 10 < 30

11 < 10 < 30 ความหมายของตัวเลขที่พูดถึงการเริ่มต้นของจำนวนผู้นำหากมีเพียง 1% ที่เริ่มต้นทำ เราจะมีคนตามมาอีก 10% และจะตามมาอีก 30% เป็นตัวเลขของการทำงานแบบเครือข่าย ที่ทำให้มีความหวัง ไม่ต้องนับถึง 100% โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงความเร็วที่จะเป็นไปได้ แล้วอะไรล่ะ ที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดผลเร็ว อย่างคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาว่า "เราจะทำอะไรกันทันหรือ กับสังคมที่แย่ลงทุกวัน" ยิ่งดู clip นี้ก็ยิ่งมีความหวัง และให้คิดว่า หากเครือข่ายทำงานอย่างมีความสุข และเต้นรำไปด้วยกัน ความเร็วอาจจะเร็วกว่าที่คาดคิดไว้ http://www.youtube.com/watch?v=Vq6b9bMBXpg

นกฝึกบิน